โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหงส์หิน

รพ.สต.หงส์หิน ,honghin ,hospital_pcu,hosxp pcu,รพสต.,สถานีอนามัย,สอ.,รพ.สต.,สุขภาพ,หงส์หิน

ไวรัสซิกา

Posted by honghin บน กันยายน 9, 2016

ไวรัสซิกา หรือ ไข้ซิกา เป็นอีกหนึ่งโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ แม้จะยังไร้วัคซีนป้องกัน แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 7 วัน ที่ต้องระวังคือเด็กทารกที่หากติดเชื้อแล้วอาจทำให้มีศีรษะเล็กกว่าปกติ

ไวรัสซิกา คืออะไร ?

ไวรัสซิกา หรือไข้ซิกา เป็นเชื้อไวรัสในตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus) มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เลือดออก รวมทั้งไวรัสเวสต์ไนล์ที่เป็นสาเหตุของไข้สมองอักเสบ และเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอีซึ่งทั้งหมดล้วนมียุงลายเป็นพาหะ เชื้อไวรัสซิกาถูกค้นพบครั้งแรกจากในน้ำเหลืองของลิงวอก ที่ถูกนำมายังป่าซิกาในประเทศยูกันดา เพื่อศึกษาไข้เหลือง เมื่อปี พ.ศ. 2490 และพบในคนเมื่อปี พ.ศ. 2511 ในประเทศไนจีเรีย เชื่อไวรัสซิกาพบได้ในประเทศแถบทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา ทวีปเอเชียใต้ และหมู่เกาะในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก

ไวรัสซิกา โรคอันตรายไร้วัคซีนป้องกัน

 

ไวรัสซิกา กลุ่มเสี่ยงคือใครกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสซิกามากที่สุดคือ กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งหากติดเชื้อแล้วจะทำให้ทารกในครรภ์ได้รับอันตรายด้วย คือจะทำให้เด็กมีศีรษะเล็กกว่าปกติ ดังนั้นจึงมีคำเตือนหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเดินทางไปในประเทศที่มีการระบาดของโลก หรือหากเป็นประชากรในประเทศที่มีการระบาดก็ขอให้ชะลอการตั้งครรภ์ออกไปก่อน แต่หากหญิงตั้งครรภ์มีอาการไข้ ผื่นขึ้น ตาแดง ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อทำการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อ 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ป่วยที่มีไข้ออกผื่น กลุ่มเด็กทารกที่มีศีรษะลีบ และผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ ก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ไวรัสซิกา ติดต่อได้อย่างไร

ไวรัสซิกาเป็นเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะ ดังนั้นการติดต่อจึงมาจากการถูกยุงที่มีเชื้อกัด นอกจากนี้ยังอาจติดต่อได้ทางเลือด หรือแพร่จากมารดาที่ป่วยสู่ทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามในตอนแรกยังไม่มีรายงานว่าพบการแพร่เชื้อจากคนสู่คน กระทั่งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับมาจากประเทศที่ไวรัสชนิดนี้ระบาด นั่นแสดงว่าโรคนี้สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์

ไวรัสซิกา อาการเป็นอย่างไร

องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 4 ที่จะแสดงอาการออกมาให้เห็นหลังได้รับเชื้อ ซึ่งจะปรากฏอาการคล้ายคลึงกับอาการของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว ไข้ขึ้นสูง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว และปวดหัว แต่อาการเหล่านี้สามารถทุเลาลงภายในเวลา 2-7 วัน หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ไม่รุนแรงเท่าโรคไข้เลือดออก

แต่ถ้าหากปล่อยไว้ อาการอาจจะรุนแรงจนถึงขั้นทำให้ระบบการทำงานของสมองผิดปกติได้ ทั้งนี้หากเป็นผู้ป่วยหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เชื้อไวรัสดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกในครรภ์ ซึ่งจะทำให้ทารกมีความผิดปกติที่ศีรษะ โดยจะมีกะโหลกศีรษะและสมองที่เล็กกว่าปกติ

ภาพจาก paho.org

ไวรัสซิกา รักษาอย่างไร

แม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่โรคไวรัสซิกา ก็ยังเป็นโรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือวิธีการรักษาที่แน่ชัด ทำได้แค่เพียงรักษาตามอาการเช่นเดียวกับโรคไวรัสอื่น ๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะ ดังนั้นผู้ป่วยควรพักผ่อนมาก ๆ และดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานยาตามแพทย์สั่ง นอกจากนี้ก็ยังควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ อีกด้วย

ไวรัสซิกา ป้องกันได้อย่างไร

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดของโรคไวรัสซิกา หรือไข้ซิกาก็คือพยายามอย่าให้ยุงกัด อีกทั้งยังควรกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้สิ้นซาก เพื่อเป็นการตัดวงจรการขยายพันธุ์และป้องกันโรคที่อาจมากับยุงลายนอกเหนือไวรัสซิกาได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้เหลือง โรคไข้เวสต์ไนล์ และโรคชิคุนกุนยา นอกจากนี้ถ้าอยากทราบวิธีป้องกันไม่ให้ยุงกัดด้วยวิธีธรรมชาติละก็ลองตามไปอ่านที่นี่ได้เลย 12 วิธีป้องกันยุงกัดส่งตรงจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี

ไวรัสซิกา โรคอันตรายไร้วัคซีนป้องกัน

สถานการณ์ของไวรัสซิกาในต่างประเทศ

จากรายงานของขององค์การอนามัยโลกพบว่าเชื้อไวรัสซิกาได้ระบาดในแถบทวีปอเมริกาใต้อย่างหนักมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 โดยเฉพาะในประเทศบราซิลและโคลอมเบีย ซึ่งประเทศบราซิลถือเป็นประเทศที่มีการระบาดหนักที่สุดจนถึงขั้นต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังพบเด็กทารกแรกเกิดติดเชื้อและมีความผิดปกติทางสมองเกือบ 4 พันราย ส่วนในประเทศโคลอมเบียมีการคาดการณ์ว่าการระบาดของไวรัสซิกาอาจทำให้มีผู้ป่วยถึง 600,000-700,000 คน ทางกระทรวงสาธารณสุขโคลอมเบียจึงออกประกาศแนะนำให้สตรีเลื่อนการตั้งครรภ์ออกไป 6-8 เดือนเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อไวรัสดังกล่าว

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา ก็วิตกกังวลกับสถานการณ์การระบาดดังกล่าว จึงออกประกาศเตือนให้หญิงที่ตั้งครรภ์และบุคคลทั่วไปเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรค

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดย แพทย์หญิงมาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ระบุว่า การประกาศครั้งนี้เพื่อทำให้นานาชาติร่วมมือในการปรับปรุง และส่งเสริมการตรวจหาผู้ติดเชื้อ อีกทั้งเพื่อให้เกิดการเร่งมือด้านการพัฒนาวัคซีนและการวินิจฉัยโรคที่ดีกว่าเดิม แม้ยังไม่จำเป็นต้องออกข้อจำกัดด้านการค้าและการเดินทาง

          ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ระบุด้วยว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งนี้สมเหตุสมผลแล้ว จากเหตุผลทั้งความเร็วของการระบาดของเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะชนิดนี้ และข้อสงสัยที่ว่า มันอาจมีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากของเด็กทารกที่เกิดมาพร้อมภาวะศีรษะเล็กในพื้นที่ที่ไวรัสนี้แพร่กระจาย ซึ่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เป็นไปตามคำแนะนำของเหล่าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอิสระขององค์การอนามัยโลก

          สำหรับประเทศที่มีการระบาดของไวรัสซิกาตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือ CDC (Centers for Disease Control and Prevention) ประเทศสหรัฐอเมริกา (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2559) มีทั้งหมด 48 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอเมริกา ทั้งอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง อเมริกาใต้

ไวรัสซิกา โรคอันตรายไร้วัคซีนป้องกัน

สถานการณ์ของไวรัสซิกาในประเทศไทย

ถ้าได้ติดตามข่าวคงพอทราบว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 กองควบคุมโรคของไต้หวัน ได้ออกมาประกาศว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา 1 ราย เป็นชายไทยที่เดินทางเข้าไปทำงานในไต้หวันผ่านทางสนามบินนานาชาติเถาหยวนเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2559 โดยได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสซิกาหลังจากเจ้าหน้าที่สนามบินพบว่าชายดังกล่าวมีไข้สูงผิดปกติจึงนำตัวไปตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด ส่วนผู้ร่วมเดินทางมาด้วยกันอีก 2 คน เมื่อตรวจแล้วก็ไม่พบเชื้อดังกล่าวแต่อย่างใด

ในส่วนของประเทศไทยเอง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จริง ๆ แล้วไวรัสซิกาสามารถพบได้ในทุกภาคของประเทศไทย โดยพบรอยโรคมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 แต่มาพบผู้ป่วยรายแรกเมื่อปี พ.ศ. 2555 และตั้งแต่นั้นมาก็พบผู้ป่วยเฉลี่ยปีละ 2-5 ราย ซึ่งผู้ป่วยทุกรายหายได้เอง และยังไม่เคยมีรายงานการติดเชื้อไวรัสซิกาในหญิงตั้งครรภ์ จนทำให้เด็กเกิดความพิการ

Posted in ประวัิติ | Leave a Comment »

r2r ตัวอย่างดีๆที่ควรชม ยอดเยี่ยมค่ะ

Posted by honghin บน พฤษภาคม 8, 2014

Posted in ประวัิติ | Leave a Comment »

R2R

Posted by honghin บน เมษายน 21, 2014

ประชุมเชิงปฏิบัติการ สร้างคุณภาพจากงานประจำสู่งานวิจัย

 

เครือข่าย R2R ภาคเหนือรูปภาพ

Posted in ประวัิติ | Leave a Comment »

กินดีมีสุข

Posted by honghin บน เมษายน 20, 2014

อาหารสำหรับผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูง

Posted in ประวัิติ | Leave a Comment »

ht dots

Posted by honghin บน เมษายน 4, 2014

                   เรื่องเล่า   กรณีติดตามผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ht dots 

             การดูแลคนไข้ความดันโลหิตสูง ที่มีปัญหาในการรับประทานยาลดความดันโลหิต  เพื่อจะทำให้ผู้ป่วย ได้รับการรักษาสม่ำเสมอครบถ้วน และป้องกันการการขาดยาและมีภาวะแทรกซ้อนของโรคได้  จากการติดตามผู้ป่วยขาดนัด ผิดนัด หรือความดันโลหิต ผิดปกติในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ ในกรณี นี้ ยาย แก้ว ที่มีบ้านอยู่ใกล้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหงส์หิน   มีถนนกั้นระหว่างรั้วของบ้านและ รพ.สต.หงส์หิน     ได้รักษาโรคความดันโลหิตมานานหลายปี          จากการที่ทราบว่า ว่ายายแก้วไม่อ่านหนังสือไม่ออก  รับประทานยาผิดๆถูกๆ    และไม่มีคนในบ้านดูแลจ่ายยา ให้       จึงเป็นที่มาของการ เขียนสัญญลักณษ์ ติดที่ซองยา  โดยมีรูป ดวงอาทิตย์ พระจันทร์ ในซองเพื่อที่กำหนดเวลาทานให้ถูกต้อง

              แต่พอถึงวันนัดมารับยาครั้งต่อไป  ยายแก้ว มียาเหลืออยู่  ทั้งที่วันนัด และ วันรับยาครั้งต่อไปจะต้องพอดีกัน       ทีมเยี่ยมบ้าน รพ.สต.หงส์หิน ได้ประชุมทีมและมีแนวทางการดูแล ที่เฉพาะเจาะจง กับ ตัวบุคคล แตกต่างกันไป     ผลสรุปในการรักษาจึงต้องให้การ ht dots เป็นการด่วน เนื่องจาก ทานยาได้ไม่ถูกต้อง ไม่สม่ำเสมอ หรือบางครั้ง ยายกลัวต้องเบิกได้ จ่ายค่ายาเพื่อออกใบเสร็จไปเบิกเอง   ยายแก้ว  ก็หยุดที่รับประทานยาเองเลย

               เมื่อทางโรงพยาบาลจุนและทีมสหวิชาชีพ  ได้ออกบริการเยี่ยมบ้าน พบปัญหาดังกล่าว     จึงให้ความร่วมมือในการประสานงานในการเบิกยาจากทางโรงพยาบาลจุน(เบิกจ่ายตรง)ไว้ให้  เมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เข้าไปติดต่อทางโรงพยาบาล ก็รับยามาจ่ายให้คนไข้ที่บ้านได้เลย  แต่ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพก็ต้องทำการ  ht dots  กับ ผู้ป่วยซึ่งได้รับด้วยความร่วมมือเป็นอย่างดี  ยินดีที่จะมารับประทานยาที่ รพ.สต.หงส์หิน อย่างสม่ำเสมอทุกวันและรับประทานยาได้ถูกต้อง ตรงเวลา

                                          การทำht dots 

  1. ผู้ป่วยที่จะให้การรักษาแบบ  ht dots เรียงตาม ลำดับความสำคัญ คือ
  • 1.1 ผู้ป่วยสูงอายุ ที่สายตาพร่าฟาง  มองไม่เห็น เม็ดยา สียา สัญญลักษณ์  ในการรับประทานยา
  • 1.2 ผู้ป่วยสูงอายุที่ไม่สามารถอ่านหนังสือ ได้  และไม่เข้าใจสัญญลักษณ์ ที่กำหนด ช่วงเวลาในการรับประทานยา
  • 1.3 ผู้ป่วยสูงอายุที่อยู่ตามลำพัง ขาดคนดูแลใกล้ชิด หรือ จ่ายยาให้ได้
  1. การเลือกบุคคลที่จะให้ทำหน้าที่เป็น Observers ยึดความน่าเชื่อถือ (accountability) เป็นหลัก, ความสะดวกของการเข้าถึงบริการ (accessibility) และการยอมรับของผู้ป่วย (acceptance) เป็นรอง
  • 2.1 เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรประจำสถานบริการสาธารณสุข ที่อยู่ใกล้บ้าน ผู้ป่วยมากที่สุด หรือบุคคลที่ผู้ป่วยจะไปติดต่อรับ  ht dots (ทุกวันหรือเว้นระยะ) ได้สะดวก หรือถ้ามี ปัจจัยพร้อม เจ้าหน้าที่ก็อาจนำยาไปให้ผู้ป่วยกินที่ บ้านก็ได้ –
  • 2.2 อาสาสมัครหรือผู้นำชุมชน เช่น อสม. ครู พระสงฆ์ และบุคคลอื่นๆ ฯลฯ
  • 2.3 สมาชิกครอบครัวหรือญาติผู้ป่วย ได้แก่ สามี ภรรยา บิดา มารดา บุตร พี่น้อง ญาติ ที่อยู่ บ้านเดียวกันหรือบ้านใกล้เคียงที่อ่านเขียนหนังสือได้ แต่ทั้งนี้ต้องมีการอบรม ให้เข้าใจถึงหลักการและวิธี การให้ยาผู้ป่วย อย่างถูกต้อง
  • 2.4มีการเยี่ยมติดตามแต่เนิ่นๆ โดยเจ้าหน้าที่สถานบริการบ่อยครั้ง
  1. หน้าที่ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้  ht dots
  • 3.1 ให้กำลังใจและกำกับดูแลผู้ป่วยให้กลืน กินยาทุกขนานทุกมื้อ
  • 3.2 ติดตามวัดความดันโลหิต สม่ำเสมอ
  • 3.3 จัดการให้ผู้ป่วยรับยาตามวันและเวลา พร้อม จัดเบิกยาที่โรงพยาบาลชุมชน ตามสิทธิ์การรักษา เพื่อการประเมินผลการ รักษา
  • 3.4 ค้นหาผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่มีปัญหาในการบริหารจัดการยา
  1. วิธีดำเนินการ  (ของค้างไว้นะคะ  มีรูปประกอบด้วย)
  1. การประเมินผล  ht dots   (ค้างการเสนอไว้ค่ะ )
  • 5.1 ตรวจสอบ(ผลการวัดความดันโลหิต เป็นระยะ)
  • 5.2 เปรียบเที่ยบผลความดัน (ช่วงรับประทานเอง และมี ผู้จ่ายยาให้ทาน)
  • 5.3 ประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยที่ รับบริการ ตามแนวทางการ ht dots

 

  • ที่มา…
  • ตามแนวทางการดำเนินการ DOTS (Directly Observed Treatment, Short Course)
  •              การรักษาวัณโรคโดยการควบคุมการกินยา ของผู้ป่วยอย่างเต็มที่นั้น เดิมมีการใช้กันอยู่บ้างแล้ว โดยเรียกว่า Fully supervised therapy ต่อมาจึงมีการ ใช้คำย่อว่า DOT=Directly Observed Treatment คือ การรักษาภายใต้การสังเกตโดยตรง สำหรับคำย่อ DOTS (Directly Observed Treatment, Short Course) ที่ใช้กันในปัจจุบัน นอกจากหมายถึงการให้ผู้ป่วย กลืนกินยาระบบยาระยะสั้น ต่อหน้าผู้ที่ได้รับมอบ หมายให้ดูแลผู้ป่วย ยังต้องมีองค์ประกอบที่เกี่ยว ข้อง 4 ประการ คือ พันธสัญญาที่มั่นคง (Strong Commitment)

Posted in ประวัิติ | Leave a Comment »

สิทธิ์บัตรประกันสุขภาพ

Posted by honghin บน เมษายน 4, 2014

          เรามีสิทธิ์ในการรักษาอะไร ?

เราสามารถเข้ารับการรักษา ณ สถานพยาบาลที่ระบุไว้ในสิทธิ์บัตรทองได้ฟรี ตามโรคที่ระบุไว้ในสิทธิ์ค่ะ  เพื่อนๆสามารถตรวจสอบสิทธิบัตรทองได้ที่เวปออนไลน์    ตรวจสอบสิทธิบัตรทอง   ด้วยตัวเองโดยใช้เลข13หลักและวันเดือนปีเกิด ลงในช่องว่างตามลิงค์Untitledและสามารถติดต่อตรวจสอบสิทธิ์ประกันสุขภาพ ได้ที่หน่วยงานสาธารณสุขใกล้บ้าน

ส่วนใหญ่คนทั่วไป จะไม่ได้สนใจเรื่องสิทธิ์บัตร จนกว่าจะ ได้เข้าการรักษาพยาบาล  โดยถือ สิทธิ์บัตรประกันสุขภาพ  เด็ก 0-12 ปี  แต่มีอายุเกิน 12ปีขึ้นไป  หรือกระทั่งเด็กที่ขึ้นชั้นมัธยมปลาย ไปแล้ว (อายุเกิน 15 ปี  ) ยังใช้สิทธิ์เดิม  ที่หมดอายุไปแล้ว  ความจริงควรใช้สิทธิ์บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (อายุ 15ปีขึ้นไป-59ปี11เดือน29วัน)  ส่วนผู้ที่มีอายุเกิน59ปี11เดือน29วันไปแล้ว  ควรเปลี่ยนเป็นสิทธิ์บัตรผู้สูงอายุ เป็นต้น

แจ้งย้ายบัตรทอง
ผู้ถือบัตรทองสามารถขอย้ายสถานพยาบาลต้นสังกัด ได้ปีละ 4ครั้ง ที่สำนักงานเขตทุกพื้นที่ กรณีที่มีการย้ายที่อยู่อาศัย
เช่น ไปทำงาน  หรือไปเรียนต่อเป็นเวลานาน ๆ หากเจ็บป่วยจะไม่สามารถกลับมาใช้สิทธิรักษาที่สถานพยาบาลต้นสังกัดได้
ควรแจ้งย้ายบัตรทองเพื่อความสะดวกในการเข้ารับการรักษา การแจ้งย้ายสามารถแจ้งที่ต้นสังกัด

หลักฐานที่ใช้ในการทำบัตรทองใหม่หรือแจ้งย้ายบัตรทอง
๑. สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้เด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร หรือใบเกิด)
๒. สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้ขอทำบัตรทองมีชื่ออยู่
๓. กรณีพักอาศัยอยู่ไม่ตรงตามทะเบียนบ้าน  ให้นำสำเนาทะเบียนบ้านที่ไปพักอาศัย ซึ่งมีลายมือชื่อเจ้าของบ้าน
รับรองประกอบ  เพื่อยืนยันว่าได้อยู่อาศัยในพื้นที่นั้นจริง

ไปถึงแจ้งพนักงานขอย้ายสิทธิ์ จะมีเอกสารหน่วยให้เราเลือก ก็เลือกไปตามที่ต้องการ
สอบถามเพิ่มเติม 1330 ตอบทุกเรื่อง 24 ชม ค่ะ

ทำบัตรทองใหม่และแจ้งย้ายบัตรทองได้ที่ไหน

ทำบัตรทองใหม่
๑.      ทำบัตรทองได้ที่สำนักงานเขตทุกพื้นที่
๒.      ผู้ป่วยที่มีสิทธิ์ว่าง สามารถรับเลือกสิทธิ์การรักษา ณ วันที่เข้ารับการรักษา ได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข ทุกที่
แจ้งย้ายบัตรทอง
ผู้ถือบัตรทองสามารถขอย้ายสถานพยาบาลต้นสังกัด ได้ปีละ ๒ ครั้ง ที่สำนักงานเขตทุกพื้นที่ กรณีที่มีการย้ายที่อยู่อาศัย
เช่น ไปทำงาน  หรือไปเรียนต่อเป็นเวลานาน ๆ หากเจ็บป่วยจะไม่สามารถกลับมาใช้สิทธิรักษาที่สถานพยาบาลต้นสังกัดได้
ควรแจ้งย้ายบัตรทองเพื่อความสะดวกในการเข้ารับการรักษา การแจ้งย้ายสามารถแจ้งที่ต้นสังกัด หรือย้ายที่ปลายทางก็ได้

สิทธิของผู้ถือบัตรทอง
ผู้ถือบัตรทองสามารถใช้บัตรทอง  เข้ารับบริการทั้งสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค (ก่อนป่วย)และการรักษาโรค (เมื่อป่วยแล้ว) ดังนี้
การสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค เช่น ฝากท้อง ตรวจสุขภาพเด็ก ให้วัคซีนเด็ก ตรวจสุขภาพ
(ตามแนวทางที่กำหนด)การวางแผนครอบครัว การเยี่ยมบ้าน  เพื่อให้การดูแลและให้ความรู้  การตรวจฟันการเคลือบหลุมร่องฟัน เป็นต้น
การรักษาโรค ตั้งแต่โรคทั่วไป เช่น  ไข้หวัด  ท้องเสีย โรคกระดูก ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ฯลฯที่รักษาโดยยากิน ยาฉีด หรือการรักษาพื้นฐานทั่วไป

จนถึงโรคร้ายแรงที่ต้องผ่าตัด หรือรักษาแบบอื่นที่ซับซ้อนโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น ผ่าตัดหัวใจ  ผ่าตัดสมอง โรคมะเร็ง ฯลฯ การรักษาโรคเอดส์และไตวายสามารถใช้สิทธิบัตรทองได้   ส่วนยาต้านไวรัสเอดส์หรือยา AZT มีงบประมาณเฉพาะจัดไว้ที่กระทรวงสาธารณสุข
ผู้ป่วยเอดส์รายใดจะได้รับยาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการตรวจของแพทย์ผู้ทำการรักษา ทั้งนี้บัตรทองยังครอบคลุม
ในกรณี อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน ด้วย

ผู้ถือบัตรทอง ต้องปฏิบัติตนดังนี้
1.ไปใช้สิทธิ กับสถานพยาบาลที่ได้เลือก และปฏิบัติตามขั้นตอนของสถานพยาบาลนั้นๆ
2.พกบัตรประจำตัวประชาชนเสมอเวลามารับบริการที่สถานรักษาพยาบาล
3.ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ให้การรักษา เช่น การ การมาตรวจตามนัด การรับประทานยาต่อเนื่อง เป็นต้น

โรคที่ใช้สิทธิบัตรทองไม่ได้
๑.      โรคจิตที่ต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยในเกินกว่า ๑๕ วัน
๒.      การบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาและสารเสพติด
๓.      อุบัติเหตุจากรถที่มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (เบิกจาก พ.ร.บฯ ก่อนส่วนเกินจึงใช้สิทธิบัตรทอง)
๔.      การรักษาที่ต้องนอนโรงพยาบาลต่อเนื่อง นานเกินกว่า ๑๘๐ วัน
๕.      การทำฟันปลอมและรักษารากฟัน

ที่มา::: สปสช.

Posted in ประวัิติ | Leave a Comment »

กิจกรรมวันอสม. ตำบลหงส์หิน

Posted by honghin บน เมษายน 3, 2014

 กิจกรรมวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติประจำปี 2557

                             ในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557   ทางเทศบาลตำบลหงส์หิน ได้จัดกิจกรรมวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติประจำปี 2557

เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ และเชิดชูเกียรติแก่ อสม.      ในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แก่ประชาชนตำบลหงส์หิน

เริ่มต้นจาก จุดปล่อย รถจักรยาน         เพื่อรณรงค์การออกกำลังกาย ปั่นเพื่อสุขภาพ และลดภาวะโลกร้อน

จากโรงเรียนบ้านพวงพยอม และโรงเรียนบ้านสักลอ  ไปยังปลายทาง ณ มูลนิธิศูนย์ฝึกอบรมเกษตรกรรมและอาชีพ  (สวนญี่ป่น)ตำบลหงส์หิน

ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ

ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ

เปิดงานโดย นายกเทศมนตรีตำบหงส์หิน    นายสมเพชร สักลอ และ มีเวทีสนทนา ชวนคิด ชวนคุย ‘ สุขภาพดีวิถึไทย ชีวิตปลอดภัยจากสารพิษ ”

โดยผู้เข้าร่วมชวนคิด ชวนคุย ได้แก่ คุณไพรัช วงศ์จุมปู  สาธารณสุขอำเภอจุน  คุณขนิษฐา (อาจารย์ต้อม)    คุณแสงแขสักลอ     คุณจันทร์ดี ศูนย์กลาง

10174828_438471522963346_1302896783_nและในงานยังมีการจัดนิทรรศการด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง จาก รพ.สต.บ้านสักลอ และการป้องกันโรคมะเร็ง ของ รพ.สต.หงส์หิน   ร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีอังกะลุงและตำนานรักเวียงลอ / ซอตำนานเมืองพะเยา โดย  ชมรมผู้สูงอายุตำบลหงส์หิน

และการประกวดร้องเพลง อสมเสียงทอง โดยผู้เข้าร่วมจากตัวแทนอสม.หมู่บ้านละคนและมีการประกวดอาหาร เมณูชูสุขภาพ  ซึ่ง ในงานนี้ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11,12,13 ได้ให้ความร่วมมีในกิจกรรมนี้ เป็นอย่างดี  และพร้อมเป็นตัวอย่างในการดูแลสุขภาพ        แก่ประชาชนในชุมชน

1662002_438471492963349_1115588137_n

Posted in ประวัิติ | Tagged: | Leave a Comment »

datacenter phayao

Posted by honghin บน ตุลาคม 26, 2012

http://61.7.231.103/hinforeport/newreport/

Posted in ประวัิติ | Leave a Comment »

เรื่องเล่า ชาวสาสุขฯ

Posted by honghin บน มิถุนายน 28, 2011

เรื่องเล่าจากรพสต.หงส์หิน    ****ตอน  ทำแผลมาราธอน******

โดย  วัชรินทร์   นามวงศ์

ตอนทำงานที่โรงพยาบาลชุมชน เคยมีคนไข้เบาหวานแผลเป็นรูที่ส้นเท้า
นานนับปี ไม่คิดว่าเมื่อย้ายมาที่ สถานีอนามัยตำบลหงส์หินครั้งแรก
จะได้เจอคนไข้แผลกดทับที่ต้องทำแผลมาราธอน เช่นคนไข้รายนี้  ซึ่งแต่เดิม สถานีอนามัย (ชื่อเรียกเดิม)
มีเฉพาะห้องรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ให้บริการชั้นสอง ของอาคาร  ชั้นล่างเป็นพื้นโล่ง
ไม่มีห้องอื่นนอกจากห้องเก็บของ  แล้วจะทำแผลคนไข้ที่นั่งรถเข็นมา
ทำแผลอย่างไร   เมื่อเจอปัญหาและอุปสรรคก็แก้ไขเท่าที่จะมีอุปกรณ์ในเวลานั้น  ก็ใช้เก้าอี้ไม้ โครงเหล็ก เป็นเตียงแทน
การทำแผลแบบทุลักทุเล เพราะมี ถุงระบายอุจาระที่หน้าท้องอีก ก็ต้องนัดทำแผลทุกวัน จนกระทั่งได้ทำงานไปสักระยะมีโอกาสขยับขยายพื้นอาคารด้านล่าง
และมีห้องรักษาและทำแผล มีการให้บริการข้างล่าง แก่ผู้ป่วยแผลอุบัติเหตุฉุกเฉิน
และผู้สูงอายุ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
โดยผู้ป่วยรายนี้ ก็มีห้องทำแผลที่รถเข็น เข้าได้  ทำให้ทำแผลได้มิดชิด  จากแผลที่รูกว้างขนาดเท่าไข่ไก่สองฟองเข้าได้
ก็ค่อย เล็กลง เล็กลงมาจนกระทั่งได้สอนญาติให้ทำแผลได้เองในช่วงเช้า และมาทำแผลที่สถานีอนามัยในช่วงเย็น
ตลอดทุกวัน นานนับปี

จากเดิมที่ได้สอบถามพูดคุย
เริ่มมีแผลตอนปี2540 เพราะตกต้นไม้ ทำให้เป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่าง
ชีวิตประจำวันอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ทำอาชีพขายล็อตเตอรี่ ได้ประมาณสองปี เมื่อนั่งนานๆๆ
จนมีแผลกดทับเกิดขึ้น แผลเริ่มขยายใหญ่ขึ้น บางครั้งที่มาทำแผล เขาบ่นว่า “น่าจะตัดขาไปให้รู้แล้วรู้รอด“
เพื่อให้ขยับได้สะดวกสบายขึ้น
บางครั้งมีบ่นอยากตายบ้าง เนื่องจากไม่มีคนดูแล ภรรยาก็หนี ไปมีคนใหม่
เอาลูกชายไปด้วย ทำให้ญาติมารับไปอยู่ที่บ้านของพี่สาว ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ออกเยี่ยมบ้าน และพูดคุยให้กำลังใจและประเมินสภาพจิต เป็นระยะ

สภาพบ้านที่พบเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว
ยกพื้นสูง 1.5 เมตร อยู่กับพี่สาวและพี่เขย ส่วนผู้ป่วยด้านล่างพื้นซีเมนต์  อยู่ทางทิศเหนือ หน้าต่างระบายอากาศได้ดี  ผู้ป่วยพยายามที่จะช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด เช่นนั่งรถเข็นทำแผล
ซักผ้าและทำกับข้าวกินเองได้ อยากทำงาน ต้องการซ่อมเครื่องเสียง
หางานรับจ้างทั่วไปเพื่อให้ตนเองมีรายได้ เพื่อไม่เป็นภาระแก่พี่สาว
เนื่องจากต้องให้พี่สาวช่วยทำแผลให้ในช่วงเช้า และช่วงบ่ายผู้ป่วยมาทำแผลที่
รพสต.หงส์หิน เป็นประจำวันทุกวัน นานนับปี
จนแผลเริ่มตื้นขึ้น สภาพแผลแดงดีขึ้น สภาพจิตใจ ก็ดีขึ้น ไม่บ่น
แต่บางทีผู้ป่วยก็นั่งนานๆๆทำให้แผลกดทับ  ทีมเยี่ยมบ้าน ของ รพสต.หงส์หิน เช่น ผู้นำชุมชน
สมาชิกเทศบาลตำบลหงส์หิน อาสาสมัครสาธารณสุข รวมทั้งผู้สูงอายุ ได้ออกเยี่ยมบ้าน
รับฟังปัญหา ให้กำลังใจและ ประสานงานเพื่อรับเงินช่วยเหลือผู้พิการ และ รถเข็น
โยกเพื่อใช้ในการ เคลื่อนย้ายตนเองไปได้อย่างสะดวก

หลังให้การดูแลผู้ป่วยรายนี้
ได้เกิดแนวคิดในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คือ ความหวัง มีกำลังใจ
ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยเกิดการมีส่วนร่วม ของครอบครัว ทีมงานเยี่ยมบ้าน
ชุมชนที่เข้ามามีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยต่อไป

 

 

Posted in ประวัิติ | Leave a Comment »

แบบทดสอบโพล์

Posted by honghin บน มิถุนายน 25, 2011

                                           

Posted in ประวัิติ | Leave a Comment »